ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 คืออะไร? ทำไมถึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค?
อัพเดทล่าสุด: 16 ธ.ค. 2025
153 ผู้เข้าชม

มั่นใจในความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์อาหาร ด้วยการส่งตรวจตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435
ทำไมต้องส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร
บรรจุภัณฑ์อาหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกป้องสินค้าและรักษาคุณภาพของอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง หากโรงงานเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เหมาะสมกับชนิดอาหารและสภาวะการใช้งานจริง อาจก่อให้เกิดการอพยพของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหาร เช่น สารเติมแต่ง โลหะหนัก หรือสารเคลือบ ซึ่งอาจสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมาย การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร โรงงานผู้ผลิตอาหารจึงจำเป็นต้อง ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อยืนยันว่าภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัย เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารและ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 การส่งตรวจยังช่วยให้โรงงานสามารถใช้ผลการทดสอบเป็นเอกสารประกอบการยื่น อย. การตรวจประเมิน GMP และ HACCP รวมถึงการควบคุมคุณภาพภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าในระยะยาว
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 คืออะไร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานเกี่ยวกับ ภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมไม่ให้สารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์อพยพเข้าสู่อาหารในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ประกาศฉบับนี้ครอบคลุมทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน และการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย โรงงานผู้ผลิตอาหาร ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหาร จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด และใช้ผลการตรวจสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
บรรจุภัณฑ์ประเภทใดบ้างที่จำเป็นต้องส่งตรวจตามประกาศฯ 435
ประกาศฯ 435 ครอบคลุมวัสดุสัมผัสอาหารหลายประเภท เช่น พลาสติกและยาง, กระดาษและกระดาษแข็ง, โลหะ แก้ว และเซรามิก, วัสดุหลายชั้น (Multilayer materials), บรรจุภัณฑ์ที่มีการพิมพ์ สี หรือสารเคลือบ ทั้งนี้โรงงานควรส่งตรวจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จริงในกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลการทดสอบสอดคล้องกับการใช้งาน
รายการทดสอบบรรจุภัณฑ์อาหารที่สำคัญ
การ ตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 เป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง ซึ่งการทดสอบจะถูกกำหนดให้สอดคล้องกับชนิดวัสดุ ลักษณะการใช้งาน และเงื่อนไขการผลิตจริง โดยทั่วไปการส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจะประกอบด้วยการทดสอบหลักดังต่อไปนี้
>> การทดสอบการอพยพโดยรวม (Overall Migration) เป็นการประเมินปริมาณสารทั้งหมดที่อาจอพยพจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารหรือสารจำลองอาหาร เพื่อยืนยันว่าปริมาณสารที่อพยพออกมาไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงความปลอดภัยโดยรวมของวัสดุที่ใช้
>> การทดสอบการอพยพเฉพาะสาร (Specific Migration) เป็นการตรวจวิเคราะห์สารเคมีเฉพาะชนิดที่กฎหมายกำหนดให้ควบคุม เช่น โมโนเมอร์ สารเติมแต่ง หรือสารตกค้างบางประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าสารเหล่านี้ไม่อพยพเข้าสู่อาหารเกินค่าจำกัดที่กำหนดไว้
>> การตรวจโลหะหนัก เป็นการตรวจหาการปนเปื้อนของโลหะหนักที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม หรือปรอท ซึ่งอาจพบได้ในวัสดุบางประเภท สีพิมพ์ หรือสารเคลือบผิวของบรรจุภัณฑ์
>> การตรวจสารที่มีข้อจำกัดหรือห้ามใช้ เป็นการตรวจสอบว่าวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไม่มีสารต้องห้าม หรือใช้สารที่มีข้อจำกัดอยู่ในระดับที่กฎหมายอนุญาต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค
ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
การ ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตอาหาร ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับสามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบในหลายด้าน
บรรจุภัณฑ์อาหารเป็นส่วนสำคัญที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง และมีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากบรรจุภัณฑ์ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม อาจเกิดการอพยพของสารเคมีจากวัสดุเข้าสู่อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้า การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจึงเป็นขั้นตอนที่โรงงานผู้ผลิตอาหารไม่ควรมองข้าม
ผลการส่งตรวจสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการ ยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้รองรับการ ตรวจประเมินระบบคุณภาพของโรงงาน เช่น GMP และ HACCP ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมวัตถุดิบและวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง
ในกรณีที่มีการ ตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยงานภายนอก โรงงานสามารถใช้รายงานผลการทดสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนด ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกทักท้วงหรือสั่งแก้ไข อีกทั้งยังสามารถนำผลการตรวจไปใช้ในระบบ การควบคุมคุณภาพภายในโรงงาน เช่น การประเมินผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่
การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ลดโอกาสเกิดปัญหาสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และลูกค้าในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและแบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีและสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน
ทำไมต้องส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร
บรรจุภัณฑ์อาหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกป้องสินค้าและรักษาคุณภาพของอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง หากโรงงานเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เหมาะสมกับชนิดอาหารและสภาวะการใช้งานจริง อาจก่อให้เกิดการอพยพของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหาร เช่น สารเติมแต่ง โลหะหนัก หรือสารเคลือบ ซึ่งอาจสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมาย การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร โรงงานผู้ผลิตอาหารจึงจำเป็นต้อง ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อยืนยันว่าภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัย เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารและ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 การส่งตรวจยังช่วยให้โรงงานสามารถใช้ผลการทดสอบเป็นเอกสารประกอบการยื่น อย. การตรวจประเมิน GMP และ HACCP รวมถึงการควบคุมคุณภาพภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าในระยะยาว
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 คืออะไร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานเกี่ยวกับ ภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมไม่ให้สารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์อพยพเข้าสู่อาหารในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ประกาศฉบับนี้ครอบคลุมทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน และการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย โรงงานผู้ผลิตอาหาร ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหาร จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด และใช้ผลการตรวจสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
บรรจุภัณฑ์ประเภทใดบ้างที่จำเป็นต้องส่งตรวจตามประกาศฯ 435
ประกาศฯ 435 ครอบคลุมวัสดุสัมผัสอาหารหลายประเภท เช่น พลาสติกและยาง, กระดาษและกระดาษแข็ง, โลหะ แก้ว และเซรามิก, วัสดุหลายชั้น (Multilayer materials), บรรจุภัณฑ์ที่มีการพิมพ์ สี หรือสารเคลือบ ทั้งนี้โรงงานควรส่งตรวจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จริงในกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลการทดสอบสอดคล้องกับการใช้งาน
รายการทดสอบบรรจุภัณฑ์อาหารที่สำคัญ
การ ตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 เป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง ซึ่งการทดสอบจะถูกกำหนดให้สอดคล้องกับชนิดวัสดุ ลักษณะการใช้งาน และเงื่อนไขการผลิตจริง โดยทั่วไปการส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจะประกอบด้วยการทดสอบหลักดังต่อไปนี้
>> การทดสอบการอพยพโดยรวม (Overall Migration) เป็นการประเมินปริมาณสารทั้งหมดที่อาจอพยพจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารหรือสารจำลองอาหาร เพื่อยืนยันว่าปริมาณสารที่อพยพออกมาไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงความปลอดภัยโดยรวมของวัสดุที่ใช้
>> การทดสอบการอพยพเฉพาะสาร (Specific Migration) เป็นการตรวจวิเคราะห์สารเคมีเฉพาะชนิดที่กฎหมายกำหนดให้ควบคุม เช่น โมโนเมอร์ สารเติมแต่ง หรือสารตกค้างบางประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าสารเหล่านี้ไม่อพยพเข้าสู่อาหารเกินค่าจำกัดที่กำหนดไว้
>> การตรวจโลหะหนัก เป็นการตรวจหาการปนเปื้อนของโลหะหนักที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม หรือปรอท ซึ่งอาจพบได้ในวัสดุบางประเภท สีพิมพ์ หรือสารเคลือบผิวของบรรจุภัณฑ์
>> การตรวจสารที่มีข้อจำกัดหรือห้ามใช้ เป็นการตรวจสอบว่าวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไม่มีสารต้องห้าม หรือใช้สารที่มีข้อจำกัดอยู่ในระดับที่กฎหมายอนุญาต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค
ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
การ ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตอาหาร ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับสามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบในหลายด้าน
บรรจุภัณฑ์อาหารเป็นส่วนสำคัญที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง และมีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากบรรจุภัณฑ์ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม อาจเกิดการอพยพของสารเคมีจากวัสดุเข้าสู่อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้า การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจึงเป็นขั้นตอนที่โรงงานผู้ผลิตอาหารไม่ควรมองข้าม
ผลการส่งตรวจสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการ ยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้รองรับการ ตรวจประเมินระบบคุณภาพของโรงงาน เช่น GMP และ HACCP ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมวัตถุดิบและวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง
ในกรณีที่มีการ ตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยงานภายนอก โรงงานสามารถใช้รายงานผลการทดสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนด ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกทักท้วงหรือสั่งแก้ไข อีกทั้งยังสามารถนำผลการตรวจไปใช้ในระบบ การควบคุมคุณภาพภายในโรงงาน เช่น การประเมินผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่
การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ลดโอกาสเกิดปัญหาสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และลูกค้าในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและแบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีและสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน
บทความที่เกี่ยวข้อง
อีกไม่กี่วัน ก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2026 ถ้าพูดถึงเรื่องของอาหารการกินของคนในยุคนี้ ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นนั้น ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ เทรนใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกปี นี่เป็นโอกาสเหมาะที่เรา จะขอแนะนำ Event ทางด้านบรรจุภัณฑ์อาหารที่กำลังจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2026 นี้
15 ธ.ค. 2025
เราจะไปเจาะลึก ตั้งแต่วัตถุดิบ วัสดุการเคลือบ ขั้นตอนการขึ้นรูป รายละเอียดการพิมพ์งาน จนไปถึงการทดสอบและมาตรฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของสินค้า และมาตรฐานการผลิตของโรงงาน ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า หรือผู้บริโภคนั้น เข้าใจ และมั่นใจกับบรรจุภัณฑ์ ของ ภัทรคอนเทนเนอร์
26 พ.ย. 2025

