ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 คืออะไร? ทำไมถึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค?
อัพเดทล่าสุด: 16 ธ.ค. 2025
1710 ผู้เข้าชม

มั่นใจในความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์อาหาร ด้วยการส่งตรวจตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435
ทำไมต้องส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร
บรรจุภัณฑ์อาหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกป้องสินค้าและรักษาคุณภาพของอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง หากโรงงานเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เหมาะสมกับชนิดอาหารและสภาวะการใช้งานจริง อาจก่อให้เกิดการอพยพของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหาร เช่น สารเติมแต่ง โลหะหนัก หรือสารเคลือบ ซึ่งอาจสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมาย การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร โรงงานผู้ผลิตอาหารจึงจำเป็นต้อง ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อยืนยันว่าภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัย เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารและ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 การส่งตรวจยังช่วยให้โรงงานสามารถใช้ผลการทดสอบเป็นเอกสารประกอบการยื่น อย. การตรวจประเมิน GMP และ HACCP รวมถึงการควบคุมคุณภาพภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าในระยะยาว
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 คืออะไร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานเกี่ยวกับ ภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมไม่ให้สารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์อพยพเข้าสู่อาหารในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ประกาศฉบับนี้ครอบคลุมทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน และการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย โรงงานผู้ผลิตอาหาร ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหาร จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด และใช้ผลการตรวจสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
บรรจุภัณฑ์ประเภทใดบ้างที่จำเป็นต้องส่งตรวจตามประกาศฯ 435
ประกาศฯ 435 ครอบคลุมวัสดุสัมผัสอาหารหลายประเภท เช่น พลาสติกและยาง, กระดาษและกระดาษแข็ง, โลหะ แก้ว และเซรามิก, วัสดุหลายชั้น (Multilayer materials), บรรจุภัณฑ์ที่มีการพิมพ์ สี หรือสารเคลือบ ทั้งนี้โรงงานควรส่งตรวจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จริงในกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลการทดสอบสอดคล้องกับการใช้งาน
รายการทดสอบบรรจุภัณฑ์อาหารที่สำคัญ
การ ตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 เป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง ซึ่งการทดสอบจะถูกกำหนดให้สอดคล้องกับชนิดวัสดุ ลักษณะการใช้งาน และเงื่อนไขการผลิตจริง โดยทั่วไปการส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจะประกอบด้วยการทดสอบหลักดังต่อไปนี้
>> การทดสอบการอพยพโดยรวม (Overall Migration) เป็นการประเมินปริมาณสารทั้งหมดที่อาจอพยพจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารหรือสารจำลองอาหาร เพื่อยืนยันว่าปริมาณสารที่อพยพออกมาไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงความปลอดภัยโดยรวมของวัสดุที่ใช้
>> การทดสอบการอพยพเฉพาะสาร (Specific Migration) เป็นการตรวจวิเคราะห์สารเคมีเฉพาะชนิดที่กฎหมายกำหนดให้ควบคุม เช่น โมโนเมอร์ สารเติมแต่ง หรือสารตกค้างบางประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าสารเหล่านี้ไม่อพยพเข้าสู่อาหารเกินค่าจำกัดที่กำหนดไว้
>> การตรวจโลหะหนัก เป็นการตรวจหาการปนเปื้อนของโลหะหนักที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม หรือปรอท ซึ่งอาจพบได้ในวัสดุบางประเภท สีพิมพ์ หรือสารเคลือบผิวของบรรจุภัณฑ์
>> การตรวจสารที่มีข้อจำกัดหรือห้ามใช้ เป็นการตรวจสอบว่าวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไม่มีสารต้องห้าม หรือใช้สารที่มีข้อจำกัดอยู่ในระดับที่กฎหมายอนุญาต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค
ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
การ ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตอาหาร ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับสามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบในหลายด้าน
บรรจุภัณฑ์อาหารเป็นส่วนสำคัญที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง และมีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากบรรจุภัณฑ์ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม อาจเกิดการอพยพของสารเคมีจากวัสดุเข้าสู่อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้า การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจึงเป็นขั้นตอนที่โรงงานผู้ผลิตอาหารไม่ควรมองข้าม
ผลการส่งตรวจสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการ ยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้รองรับการ ตรวจประเมินระบบคุณภาพของโรงงาน เช่น GMP และ HACCP ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมวัตถุดิบและวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง
ในกรณีที่มีการ ตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยงานภายนอก โรงงานสามารถใช้รายงานผลการทดสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนด ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกทักท้วงหรือสั่งแก้ไข อีกทั้งยังสามารถนำผลการตรวจไปใช้ในระบบ การควบคุมคุณภาพภายในโรงงาน เช่น การประเมินผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่
การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ลดโอกาสเกิดปัญหาสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และลูกค้าในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและแบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีและสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน
ทำไมต้องส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร
บรรจุภัณฑ์อาหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกป้องสินค้าและรักษาคุณภาพของอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง หากโรงงานเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เหมาะสมกับชนิดอาหารและสภาวะการใช้งานจริง อาจก่อให้เกิดการอพยพของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหาร เช่น สารเติมแต่ง โลหะหนัก หรือสารเคลือบ ซึ่งอาจสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมาย การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร โรงงานผู้ผลิตอาหารจึงจำเป็นต้อง ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อยืนยันว่าภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัย เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารและ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 การส่งตรวจยังช่วยให้โรงงานสามารถใช้ผลการทดสอบเป็นเอกสารประกอบการยื่น อย. การตรวจประเมิน GMP และ HACCP รวมถึงการควบคุมคุณภาพภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าในระยะยาว
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 คืออะไร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานเกี่ยวกับ ภาชนะและวัสดุที่สัมผัสอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมไม่ให้สารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์อพยพเข้าสู่อาหารในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ประกาศฉบับนี้ครอบคลุมทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน และการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย โรงงานผู้ผลิตอาหาร ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหาร จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด และใช้ผลการตรวจสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
บรรจุภัณฑ์ประเภทใดบ้างที่จำเป็นต้องส่งตรวจตามประกาศฯ 435
ประกาศฯ 435 ครอบคลุมวัสดุสัมผัสอาหารหลายประเภท เช่น พลาสติกและยาง, กระดาษและกระดาษแข็ง, โลหะ แก้ว และเซรามิก, วัสดุหลายชั้น (Multilayer materials), บรรจุภัณฑ์ที่มีการพิมพ์ สี หรือสารเคลือบ ทั้งนี้โรงงานควรส่งตรวจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จริงในกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลการทดสอบสอดคล้องกับการใช้งาน
รายการทดสอบบรรจุภัณฑ์อาหารที่สำคัญ
การ ตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 เป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง ซึ่งการทดสอบจะถูกกำหนดให้สอดคล้องกับชนิดวัสดุ ลักษณะการใช้งาน และเงื่อนไขการผลิตจริง โดยทั่วไปการส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจะประกอบด้วยการทดสอบหลักดังต่อไปนี้
>> การทดสอบการอพยพโดยรวม (Overall Migration) เป็นการประเมินปริมาณสารทั้งหมดที่อาจอพยพจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารหรือสารจำลองอาหาร เพื่อยืนยันว่าปริมาณสารที่อพยพออกมาไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงความปลอดภัยโดยรวมของวัสดุที่ใช้
>> การทดสอบการอพยพเฉพาะสาร (Specific Migration) เป็นการตรวจวิเคราะห์สารเคมีเฉพาะชนิดที่กฎหมายกำหนดให้ควบคุม เช่น โมโนเมอร์ สารเติมแต่ง หรือสารตกค้างบางประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าสารเหล่านี้ไม่อพยพเข้าสู่อาหารเกินค่าจำกัดที่กำหนดไว้
>> การตรวจโลหะหนัก เป็นการตรวจหาการปนเปื้อนของโลหะหนักที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม หรือปรอท ซึ่งอาจพบได้ในวัสดุบางประเภท สีพิมพ์ หรือสารเคลือบผิวของบรรจุภัณฑ์
>> การตรวจสารที่มีข้อจำกัดหรือห้ามใช้ เป็นการตรวจสอบว่าวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไม่มีสารต้องห้าม หรือใช้สารที่มีข้อจำกัดอยู่ในระดับที่กฎหมายอนุญาต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค
ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
การ ส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารตามประกาศฯ 435 ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตอาหาร ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับสามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบในหลายด้าน
บรรจุภัณฑ์อาหารเป็นส่วนสำคัญที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง และมีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หากบรรจุภัณฑ์ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม อาจเกิดการอพยพของสารเคมีจากวัสดุเข้าสู่อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้า การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อาหารจึงเป็นขั้นตอนที่โรงงานผู้ผลิตอาหารไม่ควรมองข้าม
ผลการส่งตรวจสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการ ยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่สัมผัสอาหารมีความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้รองรับการ ตรวจประเมินระบบคุณภาพของโรงงาน เช่น GMP และ HACCP ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมวัตถุดิบและวัสดุที่สัมผัสอาหารโดยตรง
ในกรณีที่มีการ ตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยงานภายนอก โรงงานสามารถใช้รายงานผลการทดสอบเป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนด ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกทักท้วงหรือสั่งแก้ไข อีกทั้งยังสามารถนำผลการตรวจไปใช้ในระบบ การควบคุมคุณภาพภายในโรงงาน เช่น การประเมินผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่
การส่งตรวจบรรจุภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ลดโอกาสเกิดปัญหาสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และลูกค้าในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและแบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดีและสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน
บทความที่เกี่ยวข้อง
เราจะไปเจาะลึก ตั้งแต่วัตถุดิบ วัสดุการเคลือบ ขั้นตอนการขึ้นรูป รายละเอียดการพิมพ์งาน จนไปถึงการทดสอบและมาตรฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของสินค้า และมาตรฐานการผลิตของโรงงาน ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า หรือผู้บริโภคนั้น เข้าใจ และมั่นใจกับบรรจุภัณฑ์ ของ ภัทรคอนเทนเนอร์
26 พ.ย. 2025
SMETA (Sedex Members Ethical Trade Audit) คือระบบตรวจสอบด้านจริยธรรมทางการค้าของซัพพลายเออร์ที่มีการซื้อขายกับกลุ่ม Sedex โดยการตรวจสอบนี้ช่วยให้เข้าใจมาตรฐานด้านแรงงาน สุขภาพและความปลอดภัย ประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงจริยธรรมในการดำเนินงานขององค์กรหรือไซต์งานของซัพพลายเออร์
29 ม.ค. 2026
อีกไม่กี่วัน ก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2026 ถ้าพูดถึงเรื่องของอาหารการกินของคนในยุคนี้ ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นนั้น ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ เทรนใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกปี นี่เป็นโอกาสเหมาะที่เรา จะขอแนะนำ Event ทางด้านบรรจุภัณฑ์อาหารที่กำลังจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2026 นี้
15 ธ.ค. 2025


