สงครามสหรัฐ–อิหร่านที่ช่องแคบฮอร์มุซ: วิกฤตเม็ดพลาสติกและโอกาสใหม่ของบรรจุภัณฑ์กระดาษ

1. สถานการณ์ล่าสุดของสงคราม
ตั้งแต่ต้นปี 2026 ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากสหรัฐและพันธมิตรโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำระดับสูงเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่เป็นเส้นทางที่เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 30% ของโลก ต้องผ่าน โดยเฉลี่ยมีการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 17–21 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 80 ล้านตันต่อปี หากถูกปิดกั้นแม้เพียงไม่กี่วันก็จะสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ธุรกิจเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจเกิดวิกฤตพลังงานขาดแคลน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
ข้อมูลจาก Energy Information Administration (EIA) ระบุว่าเพียงสัปดาห์แรกของการปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 7% แตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาก๊าซธรรมชาติในเอเชียเพิ่มขึ้นกว่า 12% สำนักข่าว Reuters และ Al Jazeera รายงานตรงกันว่า บริษัทขนส่งน้ำมันรายใหญ่ เช่น Maersk และ COSCO ต้องหยุดการเดินเรือชั่วคราว ขณะที่กองเรือสหรัฐฯ เคลื่อนกำลังเข้าสู่ภูมิภาคเพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ แต่ถูกอิหร่านประกาศว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามผ่าน ซึ่งรวมถึงเรือขนส่งสินค้าของประเทศไทย (มยุรี นารี) ที่ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเช้าวันพุธที่ 11 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
---------------------------------------
2. ผลกระทบการขาดแคลนเม็ดพลาสติก: ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ
การหยุดชะงักของการขนส่งวัตถุดิบปิโตรเคมีส่งผลต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลาสติกไทยอย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้:
ต้นน้ำ – น้ำมันดิบจากบริษัทตะวันออกกลาง
วัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก เช่น แนฟทา (Naphtha) และ โพรเพน (Propane) ส่วนใหญ่ถูกส่งออกจากประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การขนส่งวัตถุดิบเหล่านี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้โรงงานปลายทางในเอเชียรวมถึงไทยไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ตามแผน
กลางน้ำ – กลุ่มบริษัท SCGC (SCG Chemicals)
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 บริษัท เอสซีจี (SCG) ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) หยุดเดินโรงงาน ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ในกลุ่มเอสซีจีชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ตามแผน การหยุดเดินโรงงาน ROC ส่งผลกระทบต่อต้นทุนประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน แม้ ROC จะเป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลในการผลิต แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้หากขาดวัตถุดิบหลัก
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ยืนยันว่าธุรกิจอื่น ๆ ในกลุ่มยังดำเนินงานปกติ โดยปรับแผนการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดความผันผวน และมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่งด้วย Adjusted EBITDA 55,012 ล้านบาทในปี 2568 แต่การหยุดโรงงาน ROC ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลาสติกไทยที่พึ่งพาตะวันออกกลางอย่างมาก
ปลายน้ำ – SME ผู้ผลิตในไทย
ผู้ประกอบการ SME ที่ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ฟิล์ม ถุง ขวดน้ำ ต้องเผชิญการขาดวัตถุดิบและต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาซัพพลายจาก SCGC และ PTTGC การลดกำลังการผลิตของโรงงานกลางน้ำทำให้ SME ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอ ส่งผลให้การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสะดุด
---------------------------------------
3. ผลกระทบในไทย
การขาดแคลนเม็ดพลาสติกจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก ไม่ได้กระทบเฉพาะ ซองมาม่า และ ขวดน้ำดื่ม PET เท่านั้น แต่ยังลามไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายประเภทที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้:
- บรรจุภัณฑ์นมและโยเกิร์ต – ขวดและถ้วยพลาสติกที่ใช้บรรจุนมพาสเจอร์ไรส์และโยเกิร์ตพร้อมดื่มมีความเสี่ยงขาดตลาด เนื่องจากใช้เม็ดพลาสติก PET และ PP เป็นหลัก
- ขนมขบเคี้ยวและขนมปัง – ซองฟิล์มพลาสติกที่ใช้บรรจุขนม เช่น มันฝรั่งทอด ขนมปัง และบิสกิต ต้องใช้เม็ดพลาสติกชนิด OPP และ PE หากขาดแคลนจะทำให้สินค้าลดการผลิตลง
- อาหารแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทาน – ถาดและฟิล์มซีลที่ใช้บรรจุอาหารแช่แข็ง เช่น ไก่ทอด นักเก็ต หรืออาหารกล่องในร้านสะดวกซื้อ ต้องใช้เม็ดพลาสติก PP และ PET หากซัพพลายไม่เพียงพอจะกระทบการจัดจำหน่ายทันที
- เครื่องดื่มบรรจุขวด PET – น้ำอัดลม ชาเขียว และเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ใช้ขวด PET จะขาดแคลนอย่างหนัก เพราะ PET เป็นเม็ดพลาสติกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดโรงงานกลางน้ำ
- ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย – ขวดแชมพู โลชั่น และสบู่เหลวที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก HDPE และ PP จะมีต้นทุนสูงขึ้นและอาจขาดตลาด
- เวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ – บรรจุภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ขวดน้ำเกลือ ถุงบรรจุสารละลาย และบรรจุภัณฑ์ยาเม็ด ซึ่งใช้พลาสติกชนิดพิเศษ หากขาดแคลนจะกระทบต่อระบบสาธารณสุข
- สินค้าอุปโภคในครัวเรือน – ถุงขยะ ถุงใส่อาหาร และฟิล์มห่อพลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนจะมีราคาสูงขึ้นและอาจขาดตลาดในร้านค้าปลีก
---------------------------------------
4. ทางรอด: พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยบรรจุภัณฑ์กระดาษ
แม้บรรจุภัณฑ์กระดาษมีต้นทุนสูงกว่า 10–30% เมื่อเทียบกับพลาสติก แต่สามารถใช้ทดแทนได้ในหลายรูปแบบ เช่น กล่องอาหาร, ถุงกระดาษ, ขวดกระดาษเคลือบ
ข้อดี: ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ตอบโจทย์ ESG และ Circular Economy
โอกาสธุรกิจ: ผู้ผลิตที่ปรับตัวเร็วสามารถครองตลาดใหม่ที่เน้นความยั่งยืน
ทั้งนี้ บริษัท ภัทร คอนเทนเนอร์ จำกัด มีทีมงานวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์กระดาษทุกรูปแบบ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสม หากสนใจสามารถติดต่อเพื่อร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม
---------------------------------------
5. บทสรุป
สงครามสหรัฐ–อิหร่านที่ช่องแคบฮอร์มุซไม่เพียงทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งและเม็ดพลาสติกขาดแคลน แต่ยังเป็นโอกาสให้ธุรกิจไทย เร่งเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์กระดาษ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดแข็งใหม่ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน


